เสริมแกร่งเอสเอ็มอีไทยให้แข็งแรงและเติบโต คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวโตได้กว่า 840 ล้านบาท
กรุงเทพฯ – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้ามาตรการเร่งด่วน “โครงการฟื้นฟูธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่งเอสเอ็มอี” เร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงวิสาหกิจรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน ด้วยการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก เพื่อเร่งฟื้นฟูธุรกิจตามสภาพปัญหาที่แท้จริง พร้อมเสริมองค์ความรู้การดำเนินธุรกิจและสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพิ่มการกระจายสินค้าให้โตไกลและแข็งแกร่งมากขึ้น คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 840 ล้านบาท
นางสาวณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรม และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทย กำลังเผชิญ “มหาวิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และความไม่สงบในบางพื้นที่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน เครื่องจักร และสต็อกสินค้าของสถานประกอบการ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ขาดสภาพคล่อง และสูญเสียโอกาสทางการค้าอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้เอสเอ็มอีจำนวนมากตกอยู่ในสภาวะเปราะบาง จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟู เพื่อให้เอสเอ็มอีประคองตัวให้อยู่รอด สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจและเติบโตต่อไปได้
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ จะดำเนินการเร่งฟื้นฟูเอสเอ็มอีผ่านกลไกเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาในหลากหลายสาขาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีกลไกที่สามารถให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีระบบ รวดเร็ว และตรงจุด ผ่าน “โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs)” ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อชุบชีวิตผู้ประกอบการไทย ให้ก้าวข้ามวิกฤต และนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดการพัฒนาธุรกิจได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพปัญหา อย่างตรงจุด นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมและมีช่องทางด้านการตลาดและการขายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
โดยโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย จำนวนกว่า 800 ราย ผ่านการดำเนินการเป็น 4 ระยะ คือ 1. วินิจฉัยสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อคัดกรองและประเมินระดับความเสียหายของสถานประกอบการในพื้นที่ เพื่อจำแนกกลุ่มผู้ประกอบการ ตามความเร่งด่วนและประเภทของปัญหา นำไปสู่ 2. การวางแผนฟื้นฟูที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจ การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกในสถานประกอบการ โดยการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าสู่โรงงานหรือสถานประกอบการ เพื่อแก้ไขปัญหาการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน การจัดการสต็อกสินค้าในภาวะวิกฤต และการวางแผนธุรกิจใหม่เพื่อให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าได้แข็งแกร่งกว่าเดิม พร้อมการเสริมแกร่ง องค์ความรู้ ช่องทางตลาด Digital Marketing ด้านการเงิน และการเชื่อมโยงตลาด 3. เจรจาการค้า ผ่านการจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าใหม่ ๆ และการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าเพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการสร้างช่องทางการกระจายสินค้าที่ยั่งยืนและมั่นคง และ 4. พัฒนานักวินิจฉัยกว่า 360 คน ได้แก่ กลุ่ม A : นักวินิจฉัยที่มีองค์ความรู้ สามารถให้บริการได้ เพื่อทบทวนพื้นฐานการวินิจฉัยสถานประกอบการ การใช้เครื่องมือการวินิจฉัยสถานประกอบการภายใต้โครงการ รวมถึงแบบฟอร์มต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการดำเนินโครงการ และ กลุ่ม B : ที่ปรึกษาที่ต้องการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการวินิจฉัย หรือเจ้าหน้าที่ดีพร้อม โดยมีการอบรมภาคทฤษฎี และการฝึกภาคปฏิบัติ พื้นฐานการวินิจฉัยสถานประกอบการ ทั้ง 5 ด้าน
“ดีพร้อม คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น จึงเร่งฟื้นฟูธุรกิจให้กับคนตัวเล็กของธุรกิจไทย ผ่านมาตรการที่รวดเร็ว และปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างเกราะให้ธุรกิจกลับมาเข้มแข็งและเติบโตได้ โดยคาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 840 ล้านบาท” นางสาวณัฏฐิญากล่าว

More Stories
สกพอ. ปลุกพลัง “อาหารท้องถิ่น” สู่นวัตกรรมอาหารขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีอีซี ชู 30 เมนูต้นแบบ
“ศุภมาส” มอบ “ประเดิมชัย” จับตา สคบ. เรียก Volvo ชี้แจงปมรถยนต์ไฟฟ้าไหม้ขณะชาร์จ
การเคหะแห่งชาติ เปิดให้เช่าพื้นที่ลานค้าชุมชนบ้านเอื้ออาทรลพบุรี (ศรีอินทราทิตย์)