17 มีนาคม 2026

THE MASTER

ย่อโลกข่าวไว้ในมือคุณ

พม. จับมือ ESCAP จัดเวที UN ร่วมสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสำหรับคนทุกช่วงวัยในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมด้วย นางอาร์มิดา ซัลเซียห์ อาลิสจาบานา รองเลขาธิการสหประชาชาติ และเลขาธิการบริหาร คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุม “From Global to Regional to Local: Follow-up to the Second World Summit for Social Development (WSSD2) Building Inclusive Societies for All Ages in Asia and the Pacific (จากเวทีระดับโลก สู่ภูมิภาค และท้องถิ่น: การติดตามผลการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคม ครั้งที่ 2 เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังสำหรับคนทุกช่วงวัยในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก)” จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และหุ้นส่วนระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานภายใต้การประชุม Asia-Pacific Forum on Sustainable Development (APFSD) ครั้งที่ 13 ประจำปี 2569 โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 3 ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ และประชุมออนไลน์ผ่านระบบ Zoom Meeting

นายกันตพงศ์ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ เป็นกิจกรรมคู่ขนานที่ต่อยอดจากการประชุมสุดยอดระดับโลกว่าด้วยการพัฒนาสังคม ครั้งที่ 2 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะสำคัญ อาทิ การส่งเสริมนโยบายตามแนวคิดตลอดช่วงชีวิตที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน โดยประชาชนเป็นศูนย์กลาง , การสนับสนุนการมีงานที่มีคุณค่าในทุกช่วงวัย , การขยายระบบการคุ้มครองทางสังคม และการดูแลระยะยาวที่ครอบคลุม การขยายรูปแบบการให้บริการแบบบูรณาการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน และการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะดังกล่าวจะนำไปรวมกับเสาหลักสามประการของปฏิญญาทางการเมืองโดฮา ได้แก่ การขจัดความยากจน การมีงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน และการบูรณาการทางสังคม เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมทั้งในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น

นายกันตพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเสาหลักสามประการของปฏิญญาทางการเมืองโดฮา นั้น ประเทศไทยได้นำไปปฏิบัติผ่านแนวทางตลอดช่วงชีวิต เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการสนับสนุนคนทุกช่วงวัยตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยสูงอายุ โดยยึดหลัก “ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง” และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ควบคู่กับการเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างรุ่น และการรองรับความต้องการด้านการดูแลที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ตนเชื่อว่า ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในระดับภูมิภาคระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศ รวมถึงชุมชน เราย่อมสามารถพัฒนานโยบายที่ครอบคลุมและเชิงประจักษ์ เพื่อทำให้พันธสัญญาร่วมกันเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัยในทุกระดับของสังคม