16 เมษายน 2026

THE MASTER

ย่อโลกข่าวไว้ในมือคุณ

หน้าร้อนนี้ต้องระวัง ผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงขาดน้ำ-น้ำตาลแปรปรวน

นำสู่ฮีทสโตรกอันตรายถึงชีวิต

 

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงอากาศร้อนที่สุดของปีท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงต่อเนื่องในเดือนเมษายนนี้  โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ฤดูร้อนปีนี้จะยาวไปจนถึงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม และกรุงเทพมหานครระบุให้ช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เป็นช่วงที่อุณหภูมิพุ่งสูงและมีรังสี UV เข้มข้นที่สุด1 ซึ่งทำให้ ฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด กลายเป็นความเสี่ยงใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง เบาหวาน โรคอ้วน และความดันโลหิตสูง2อาจส่งผลรุนแรงอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

ในช่วงเวลาที่ความร้อนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงใกล้ตัว ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันสุขภาพแบบครบวงจรในประเทศไทย จึงขอแบ่งปันข้อมูลและข้อควรทราบแก่ผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคเบาหวานและคนใกล้ชิด เพราะคลื่นความร้อนที่มาในช่วงหน้าร้อนนี้ไม่เพียงเป็นความเสี่ยงของการมีสุขภาพดีแบบยั่งยืนหรือ Healthspan ในประชาชนทั่วไป แต่ยังเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงสำคัญสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานทั้งแบบชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ที่ต้องระวังเป็นพิเศษเนื่องจากร่างกายมีความไวต่อความร้อนและเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้นจากการที่ร่างกายมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ลดลง โดยมีสาเหตุจากการไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนังที่ช้ากว่าคนทั่วไป รวมถึงการขับเหงื่อที่ลดลงเมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อน3  

4 เรื่องสำคัญที่ผู้ป่วยเบาหวานและคนใกล้ชิดควรรู้ในช่วงหน้าร้อน

  1. คุมระดับน้ำตาลให้ดี ช่วยให้ร่างกายรับมืออากาศร้อนได้ดีขึ้น
    การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ควบคู่กับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยชะลอภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน และช่วยให้ร่างกายรับมือกับอากาศร้อนได้ดีขึ้น3
  2. อากาศร้อนจัด เพิ่มความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาล
    งานวิจัยพบว่า อากาศร้อนจัดมีความเชื่อมโยงกับการเข้าห้องฉุกเฉินและการนอนโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ4
  3. อินซูลินเสื่อมสภาพได้จากความร้อน
    ยาอินซูลินสามารถเสื่อมประสิทธิภาพได้เมื่อสัมผัสความร้อน ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่เต็มที่5 โดยเฉพาะหากอยู่ในอุณหภูมิเกิน 30 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน ในกรณีฉุกเฉิน ผู้ป่วยอาจยังจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง แต่หากสามารถหาอินซูลินที่จัดเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ ควรเปลี่ยนมาใช้ยาใหม่โดยเร็วที่สุด6
  4. น้ำตาลสูง ยิ่งเสี่ยงขาดน้ำ
    เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจะขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย และยิ่งอากาศร้อนเท่าไร ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จึงควรสังเกตอาการผิดปกติของฮีทสโตรก เช่น เวียนศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เหงื่อออกมาก หรือเหงื่อไม่ออกเลยในกรณีที่ระบบขับเหงื่อหยุดทำงาน2

หากผู้ป่วยเบาหวานต้องอยู่กลางแจ้งหรือทำกิจกรรมในช่วงอากาศร้อนจัด ควรหลีกเลี่ยงช่วงแดดแรง ดื่มน้ำให้เพียงพอ เลี่ยงอาหารรสจัดที่จะทำให้กระหายน้ำมากยิ่งขึ้น และจัดเก็บยาอย่างถูกวิธี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงกว่าที่คิด