Sanaenomics ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านกองทุน ‘พรินซิเพิล เจแปนนิส อิควิตี้’ กองทุนหลักสร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี เฉลี่ย 25.1% ต่อปี*
บลจ. พรินซิเพิล มองโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น รับช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ช่วยหนุนภาคธุรกิจสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาวะเงินฝืดถึงจุดสิ้นสุด มูลค่าหุ้นยังไม่แพง และนโยบาย Sanaenomics ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต แนะลงทุนผ่านกองทุนเปิด “พรินซิเพิล เจแปนนิส อิควิตี้” ซึ่งปัจจุบันลงทุนใน DWS Concept Nissay Japan Value Equity (สกุลเงิน JPY) ที่บริหารภายใต้ความร่วมมือระหว่าง DWS Investment ในฐานะบริษัทจัดการกองทุน และ Nippon Life Asset Management ในฐานะผู้บริหารพอร์ตการลงทุน โดยมีจุดเด่นในการกระจายการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม ผ่านกระบวนการคัดเลือกหลักทรัพย์เชิงลึก มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง พร้อมทั้งชูผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีเฉลี่ย 25.1% ต่อปี* สูงกว่าดัชนีเปรียบเทียบที่ 23.2% (ที่มา:Bloomberg, Nippon Life asset management as of 31 March 2026)
นายจุมพล สายมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ลงทุน โดยมีปัจจัยมาจาก 1) ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้เงินทุนส่งผลให้ภาคธุรกิจสามารถสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นและผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment: ROI) เพิ่มขึ้น รวมถึงการซื้อหุ้นคืนที่มีมูลค่าทำสถิติสูงสุดใหม่ 2) การสิ้นสุดภาวะเงินฝืดที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้บริษัทมีความสามารถตั้งราคาสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้น ช่วยหนุนการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของกำไรบริษัทและอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity: ROE) รวมถึงตลาดหุ้นกลับมาเติบโต นอกจากนี้ พื้นฐานของบริษัทญี่ปุ่นยังแข็งแกร่งกว่าสหรัฐอเมริกาและยุโรป สะท้อนจากการเติบโตของอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS Growth) อัตราการจ่ายเงินปันผลที่เติบโตอย่างชัดเจน
3) มูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ สะท้อนว่าราคาหุ้นยังมี Upside ที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้อีกในระยะยาว ขณะที่ Forward EPS Growth หรือกำไรต่อหุ้นล่วงหน้า (คาดการณ์ 12 เดือนข้างหน้า) สูงกว่าของสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่นโยบาย Abenomics และการเติบโตของเงินปันผลอยู่ในระดับใกล้เคียงกับสหรัฐฯ และ 4) นโยบาย Sanaenomics เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต โดยรัฐบาลภายใต้การนำของ Sanae Takaichi นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ขับเคลื่อนการเติบโตครั้งใหม่ผ่านการผนึกกำลังของภาครัฐและเอกชนเพื่อลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ใน 17 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, AI และ Automation ฯลฯ เพื่อยกระดับความสามารถ การแข่งขันในระยะยาวให้กับประเทศ นอกจากนี้ เงินสดในภาคครัวเรือนจำนวนมากของญี่ปุ่น กำลังไหลเข้า สู่ตลาดหุ้นผ่านนโยบาย NISA ที่มีเป้าหมายส่งเสริมการลงทุน โดยการเปลี่ยนเงินออมในภาคครัวเรือนเป็นเงินลงทุน เพื่อขับเคลื่อนตลาดหุ้นและเศรษฐกิจญี่ปุ่นผ่านการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
นายจุมพล กล่าวต่อว่า บลจ. พรินซิเพิล จึงแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นผ่าน กองทุนเปิด “พรินซิเพิล เจแปนนิส อิควิตี้” หรือ Principal Japanese Equity Fund (PRINCIPAL JEQ) ซึ่งปัจจุบัน มีนโยบายเข้าลงทุนใน DWS Concept Nissay Japan Value Equity (สกุลเงิน JPY) เป็นกองทุนหลัก (Master Fund) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
ขณะที่จุดเด่นของกองทุนหลักคือ การลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นคุณภาพที่กระจายตัวในหลากหลายอุตสาหกรรม เน้นการ ลงทุนในหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ เภสัชกรรม และภาคอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงการลงทุนในหุ้น Small & Mid Cap ที่ตลาดยังมองข้ามและสามารถเข้าถึงผู้บริหารของบริษัทโดยตรง
กองทุนนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง DWS Investment และ Nippon Life Asset Management โดย DWS ทำหน้าที่เป็นบริษัทจัดการกองทุน ขณะที่ Nippon Life Asset Management ซึ่งเป็นแกนหลักของ Nippon Life Group ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารพอร์ตการลงทุน ที่มีประสบการณ์ยาวนานและความเชี่ยวชาญเชิงลึกในตลาดหุ้นญี่ปุ่นด้วยปรัชญาและกระบวนการลงทุนที่แข็งแกร่ง โดยการคัดเลือกหุ้นจากการวิเคราะห์เชิงลึกเป็นรายบริษัท (Bottom-up) พร้อมทั้งมองการลงทุนในอนาคต (Forward-looking) และกลยุทธ์บริหารพอร์ตแบบ Active กระจายการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระบวนการคัดเลือกเชิงลึกจากกว่า 4,000 บริษัท สู่การสร้างพอร์ตคุณภาพ 60-100 บริษัท เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว และเน้นหุ้นกลุ่ม Value ที่มีพื้นฐานดีและราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว ที่มั่นคงและยืดหยุ่นในทุกสภาวะตลาด
โดยกลยุทธ์การลงทุนของ Nippon Life Asset Management มุ่งเน้นผลตอบแทนจากกระแสเงินสด ต่อการลงทุน เป็นตัวชี้วัดหลัก เน้นความสำคัญของ Cash Flow Return on Investment (CFROI) เพื่อดูคุณภาพ และทิศทางของกระแสเงินสดในอนาคต และการวิเคราะห์มุ่งเน้นมุมมองระยะยาว โดยใช้กระแสเงินสดและผลตอบแทนจากการลงทุนในการประเมินมูลค่าบริษัทล่วงหน้าในช่วง 5 ปี กลยุทธ์ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2002 ผ่านทุกวัฏจักรตลาด ทำให้สามารถสร้างผลงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยผลตอบแทนย้อนหลัง* 1 ปี, 3 ปี และ 5 ปี อยู่ที่ 29.8% ต่อปี 25.1% ต่อปี และ 16.5% ต่อปีตามลำดับ เทียบกับดัชนีชี้วัดที่ให้ผลตอบแทน 34% ต่อปี, 23.3% ต่อปี และ 15.1% ต่อปีตามลำดับ (ที่มา: Bloomberg, Nippon Life asset management as of 31 March 2026)

More Stories
HL โชว์ผลงานไตรมาส 1/69 รายได้แตะ 594.63 ลบ. เพิ่มขึ้น 2.78%
TACC ฟอร์มแกร่ง! Q1/69 กวาดรายได้จากการขาย 638.62 ลบ.
JMT เปิดกลยุทธ์ “Financial Recovery Partner”