บมจ.อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป (EP) ส่งสัญญาณฟื้นตัวชัด! ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พลิกมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 127.44 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุน 79.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 261.13% ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 513.40 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง รับแรงหนุนจากธุรกิจไฟฟ้า โดยเฉพาะการเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเวียดนาม ครบ 160 MW
นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 ว่า บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 513.40 ล้านบาท โดยมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 127.44 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุน 79.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 206.53 ล้านบาท หรือ 261.13% ปัจจัยหลักมาจากรายได้ธุรกิจไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 148.43 ล้านบาท หรือ 189.91% จากการรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าจากโครงการพลังงานลมทั้ง 4 โครงการในประเทศเวียดนาม จำนวน 201.53 ล้านบาท ซึ่งเพิ่ง COD ครบ 160 MW ปลายปี 2568
นอกจากนี้ บริษัทยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 143.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 181.22 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งสามารถนำไปชดเชยกับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในปีก่อน
นายยุทธ กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจของ EP เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเวียดนาม ได้แก่ Che Bien Tay Nguyen Wind Power Plant Project (CBTN) และ Phat Trien Mien Nui Wind Power Plant Project (PTMN) ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ครบถ้วนแล้ว ด้วยกำลังการผลิตรวม 99 เมกะวัตต์ ส่งผลให้บริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการอย่างเต็มรูปแบบ
“การเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการพลังงานลมในเวียดนามครบ 160 MW ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ EP หลังจากลงทุนและพัฒนาโครงการมาเป็นเวลากว่า 5 ปี และ เมื่อได้รับ Final FIT ครบ ภายในเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทฯ ก็จะได้รับเงินสดจากการขายไฟฟ้า เต็ม 100% แทนที่ปัจจุบันได้รับเพียง 50%ซึ่งจะเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และบริษัทฯ จะกลับสู่ภาวะแข็งแกร่ง มั่นคง มีกำไรต่อเนื่องเหมือนเช่นก่อนโควิด” นายยุทธ กล่าวในที่สุด

More Stories
TEGH โชว์ผลงาน Q1/69 ฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปั๊มรายได้ปี 69 แตะระดับ 22,000 ลบ.
SISB เปิดผลงาน Q1/69 รายได้แตะ 637.17 ลบ. ลุยขยายสาขาแห่งที่ 7 จ.ปทุมธานี
EA กลับสู่กำไรสุทธิใน Q1/2569 EBITDA ปกติแตะ 1,896 ล้านบาท