กรุงเทพมหานคร — สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม จัดงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “Growing Together” โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาธุรกิจไทย–เวียดนาม และ หอการค้าไทยในเวียดนาม เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่ง การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค โดยงานครั้งนี้ได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศ ได้แก่ นายโต เลิม (H.E. Mr. Tô Lâm) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ต่อทิศทางความร่วมมือไทย–เวียดนามในอนาคต ท่ามกลางผู้นำภาครัฐ ผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน และภาคเอกชนชั้นนำจากทั้งสองประเทศที่ตบเท้าเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ ห้องบอลรูม โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ
การจัดงานครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์จาก มิตรภาพไปสู่หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมเปิดเวทีให้ภาคธุรกิจได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจสำคัญของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวว่า ในโลกปัจจุบัน ไม่มีประเทศใดสามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะฐานการผลิตและอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค ขณะที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ อาหาร พลังงาน การค้า และบริการ รวมถึงมีภาคเอกชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพสูง ดังนั้น ไทยและเวียดนามจึงสามารถผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงฐานการผลิต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศและอาเซียนโดยรวม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนาม ในอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับสองของไทยในอาเซียน มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในอนาคตเราควรร่วมกันผลักดันให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ประเทศไทยมีการลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก จึงอยากเห็นภาคธุรกิจเวียดนามเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นเช่นกัน เพราะเศรษฐกิจของไทยและเวียดนามมีขนาดใกล้เคียงกัน เราไม่ใช่คู่แข่งแต่คือคู่ค้าและหุ้นส่วนที่จะเติบโตไปด้วยกัน ที่สำคัญเศรษฐกิจของเราทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง กว่าครึ่งของสินค้าที่ไทยส่งออกไปเวียดนาม เป็นวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ใช้ในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนาม นี่แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของเราไม่ใช่เพียงการแข่งขัน แต่คือการเติบโตร่วมกันผ่านห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน และนี่คือความหมายของคำว่า Strategic Partnership อย่างแท้จริง
นายสนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนาม และประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความร่วมมือผ่านแนวคิด “Three Connects” ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ ร่วมสมัย การเชื่อมโยงภาคธุรกิจ ท้องถิ่น และประชาชน และการเชื่อมโยงสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกัน โดยไฮไลท์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการที่ท่านประธานาธิบดีเวียดนามได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้าพบในลักษณะ One-on-One เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยตรง ซึ่งจะช่วยผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศและพลังของผู้นำภาคธุรกิจไทย–เวียดนาม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เป้าหมายการค้าระหว่างกัน 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมยืนยันว่า สมาคมมิตรภาพไทย–เวียดนามและเครือข่ายภาคเอกชนไทย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและประชาชนของทั้งสองประเทศ
กิจกรรมภายในงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ประกอบด้วยการหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การพัฒนาโลจิสติกส์ และการยกระดับความร่วมมือในอุตสาหกรรมศักยภาพของทั้งสองประเทศ พร้อมด้วยเวทีเสวนาระดับสูงจากผู้บริหารชั้นนำของภาคธุรกิจ การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ และพิธี ลงนามบันทึกความเข้าใจทางธุรกิจ หรือ MoU ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

More Stories
โวโค เดินหน้าขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลงนามโรงแรมแห่งใหม่ในภูเก็ต
ก.คลัง ดันโครงการไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน
SINO ประกาศงบ Q1/69 ทำรายได้รวม 601 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อน ประเมิน Q2/69 ฟื้นตัวต่อเนื่อง รับขยายทีมเซลล์ ดีมานด์และค่าระวางเรือพุ่ง