10 มิถุนายน 2026

THE MASTER

ย่อโลกข่าวไว้ในมือคุณ

เจาะลึก Smart Hospital รามาธิบดี เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มเวลาและโอกาสให้ผู้ป่วย    

ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และจำนวนผู้ป่วยโรคซับซ้อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบสาธารณสุขยุคใหม่จึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่ รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้รวดเร็ว แม่นยำ และทั่วถึงมากขึ้น สิ่งนี้คือหนึ่งในแนวคิดสำคัญเบื้องหลัง “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี” ที่เป็นมากกว่าการเพิ่มพื้นที่ในการรักษาผู้ป่วย แต่เป็นการวางรากฐานระบบการแพทย์แห่งอนาคตของประเทศไทย ภายใต้คอนเซปต์ Smart Hospital หรือโรงพยาบาลอัจฉริยะ ซึ่งผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และระบบ Internet of Things (IoT) เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ เพื่อรองรับความท้าทายด้านสุขภาพ และพันธกิจด้านการบริการ การศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในอนาคต

“เทคโนโลยี” ไม่ได้แทนที่คน แต่ช่วยให้ดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิด Smart Hospital เทคโนโลยีเข้ามาเป็น ‘ผู้ช่วย’ สำคัญของบุคลากร ทางการแพทย์ ตั้งแต่ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล หุ่นยนต์ที่ช่วยลดภาระงาน ไปจนถึงอุปกรณ์ IoT ที่ช่วยติดตามอาการผู้ป่วยแบบ Real-Time โดยมีเป้าหมายสำคัญร่วมกัน คือการทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการรอคอย เพิ่มความแม่นยำในการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

หนึ่งในตัวอย่างที่เริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ ‘ระบบหุ่นยนต์ช่วยจัดยา’ และการใช้ระบบ Automated Dispensing Pharmacy System ที่ใช้งานอยู่ที่ห้องจัดยาผู้ป่วยนอกระบบอัติโนมัติ ชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ช่วยลดระยะเวลารอรับยาของผู้ป่วยจากเดิมเฉลี่ยมากกว่า 1 ชั่วโมง เหลือประมาณ 20 นาที ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เร็วขึ้นหลังพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่ต้องเดินทางไกล ช่วยลดความเหนื่อยล้า และลดความแออัดภายในโรงพยาบาลลงได้ และยังมีแผนนำ Humanoid Robot หรือ หุ่นยนต์ที่ออกแบบให้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ มาช่วยดูแลผู้ป่วยและช่วยงานในโรงพยาบาลให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น”

ปัจจุบัน โรงพยาบาลรามาธิบดีนำ “หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด” มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อน โดยเฉพาะในกลุ่มโรคมะเร็งตับอ่อน ท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้ ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ต้องอาศัยความละเอียดและความแม่นยำสูง หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery) ที่ช่วยลดข้อจำกัดของการผ่าตัดผ่านกล้องแบบเดิม โดยสามารถเข้าถึงอวัยวะภายในที่มีพื้นที่จำกัดและมองเห็นได้ยาก พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดผ่านระบบภาพที่ขยายได้มากกว่าสายตามนุษย์ถึง 10 เท่า ช่วยให้การเย็บแผลและห้ามเลือดมีความแม่นยำมากขึ้น และยังช่วยลดความเหนื่อยล้าของศัลยแพทย์ เนื่องจากสามารถทำการผ่าตัดในท่านั่ง แตกต่างจากการผ่าตัดทั่วไป หรือการผ่าตัดผ่านกล้องที่ต้องยืนต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้แพทย์สามารถควบคุมการผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนสูง

“แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น แต่หัวใจของการรักษาพยาบาลยังคงอยู่ที่ความเชี่ยวชาญ และการตัดสินใจของบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยีจึงไม่ได้เข้ามาแทนที่ ‘คน’ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับการดูแลผู้ป่วยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวเสริม

จาก AI ถึง IoT เมื่อ “ข้อมูล” ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ Smart Hospital คือ การนำ AI และ IoT เข้ามาช่วยติดตาม วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยแบบ Real-Time เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษา และช่วยให้แพทย์สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว  และแม่นยำกว่าเดิม ตัวอย่างที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน คือ Continuous Glucose Monitoring (CGM) หรืออุปกรณ์ติดตามระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง ที่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่โทรศัพท์มือถือแบบ Real-Time ช่วยให้แพทย์มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดปลายนิ้วบ่อยครั้งเหมือนในอดีต รวมถึงอุปกรณ์ติดตามการเต้นของหัวใจที่มีขนาดเล็กลง สะดวกต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำให้แพทย์สามารถติดตามข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง แม้ผู้ป่วยจะอยู่นอกโรงพยาบาล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการดูแลรักษาได้ทันท่วงที

ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวถึงประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ทางการแพทย์ว่า “AI เข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ช่วย’ ของแพทย์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจทางการแพทย์ โดยช่วยแจ้งเตือนความเป็นไปได้ของโรคหรือภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้รอบด้านและแม่นยำยิ่งขึ้น หนึ่งในตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนการนำนวัตกรรม AI มาประยุกต์ใช้จนเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม คือ ‘RAMAAI (ระไม) CXR Solution’ AI อัจฉริยะของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยแพทย์ในการวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอกและคัดกรองความผิดปกติได้ถึง 16 ประเภท”

เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการพัฒนาจากฐานข้อมูลภาพเอกซเรย์ทรวงอกของผู้ป่วยชาวไทยมากกว่า 2 ล้านภาพ ซึ่งกว่า 99% เป็นข้อมูลสรีระของคนไทย และยังผ่านการปรับจูนและพัฒนาโดยรังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน มากกว่า 15–20 ครั้ง ทำให้ระบบมีความเหมาะสมและแม่นยำเมื่อนำมาใช้งานจริงกับผู้ป่วยในประเทศไทย ส่งผลให้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งแรกของไทยที่ได้  ISO13485 ที่ผลิตเครื่องมือแพทย์ เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพของประเทศ

“RAMAAI CXR Solution ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยและลดระยะเวลาการรอคอยของผู้ป่วย แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านบุคลากรหรือการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางอีกด้วย” ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ กล่าวสรุป

“การให้” ที่ไม่ได้เพียงเพิ่มพื้นที่ แต่ยังเพิ่มโอกาสให้ชีวิต

เบื้องหลังนวัตกรรมทางการแพทย์ ที่กำลังเข้ามาช่วยยกระดับระบบสาธารณสุขไทย ล้วนต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาบุคลกรทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถนำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย

มูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ในการรักษาพยาบาล แต่คือการวางรากฐานของระบบการแพทย์ แห่งอนาคต ที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้รวดเร็ว แม่นยำ และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทุกการสนับสนุนจากเราทุกคน คือการช่วย “เพิ่มเวลา เพิ่มโอกาส และเพิ่มความหวัง” ให้กับผู้ป่วยและระบบสาธารณสุขไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

You may have missed