มุ่งแลกเปลี่ยนกระบวนการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย และบูรณาการปราบปรามการฉ้อฉลประกันภัย
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) โดยนายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. มอบหมายให้ นายจอม จีระแพทย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกฎหมายและคดี เป็นผู้แทนในการให้การต้อนรับ นางสาวสุทจิ์ธิฎา สุทธิพงศ์คณาสัย ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา พร้อมด้วย คณะผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร “เจ้าพนักงานคดี” (ระดับชำนาญการ) โดยมีนางสาวชัชวริน โชติชูตระกูล ผู้ช่วยเลขาธิการ สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ร่วมให้การต้อนรับด้วย ณ ห้องประชุมสถาบันวิทยาการประกันภัยระดับสูง ชั้น 2 สำนักงาน คปภ. ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร
นายจอม จีระแพทย์ ผู้ช่วยเลขาธิการ สายกฎหมายและคดี กล่าวว่า สำนักงาน คปภ. มีบทบาทและภารกิจสำคัญ ในการกำกับดูแล ตรวจสอบ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยของประเทศให้มีความมั่นคง โปร่งใส และดำเนินงาน อย่างเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับกระบวนการทางกฎหมายและการบังคับใช้มาตรการทางคดีอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ ผ่านกลไกการดำเนินคดี 3 มิติหลัก ทั้งการบังคับใช้มาตรการทางปกครองเพื่อรักษามาตรฐานทางวิชาชีพของคนกลางประกันภัย การนำระบบปรับเป็นพินัยมาบังคับใช้เพื่อให้สอดรับกับเจตนารมณ์ของกฎหมายยุคใหม่ และการดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดกับผู้สร้างความเสียหายต่อระบบประกันภัย ตลอดจนการบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อปราบปรามการฉ้อฉลประกันภัย ซึ่งภารกิจด้านคดีและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน สำนักงาน คปภ. ยังคงให้ความสำคัญกับ การเดินหน้าคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัยอย่างครบวงจร ทั้งการให้คำปรึกษาผ่านสายด่วน คปภ. 1186 การรับเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านการประกันภัย (Insurance Complaint Center : ICC) ตลอดจนกลไก การระงับข้อพิพาททางเลือก ได้แก่ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัย (Insurance Mediation Center : IMC) และกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เพื่ออำนวยความยุติธรรมที่สะดวกรวดเร็วและลดปริมาณคดีที่จะเข้าสู่กระบวนการทางศาล อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ระบบประกันภัยในภาพรวม
สำหรับการศึกษาดูงานในครั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้นำเสนอภารกิจสำคัญในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในธุรกิจประกันภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อตรวจพบการกระทำความผิดในธุรกิจประกันภัย สำนักงาน คปภ. จะดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และแจ้งข้อกล่าวหาอย่างรัดกุมในทุกกรณี เพื่อพิจารณาบทลงโทษที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติการณ์ โดยได้แบ่งการบังคับใช้กฎหมายออกเป็น 3 มิติหลัก ประกอบด้วย มิติแรก มาตรการทางปกครอง ที่มุ่งเน้น การพิจารณาลงโทษต่อตัวแทนหรือนายหน้าประกันภัยที่กระทำความผิด ซึ่งครอบคลุมกระบวนการพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต มิติที่สอง การปรับเป็นพินัย เพื่อให้สอดรับกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 สำนักงาน คปภ. ได้นำระบบการปรับเป็นพินัยมาบังคับใช้กับความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมาย มีความคล่องตัวและได้สัดส่วนกับความผิด และมิติที่สาม การดำเนินคดีอาญา ในกรณีที่เป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรือผู้ฝ่าฝืนปฏิเสธการชำระค่าปรับ หรือเป็นกรณีที่สร้างความเสียหายต่อภาพรวมของระบบประกันภัย สำนักงาน คปภ. จะยกระดับการบังคับใช้กฎหมายโดยการร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีทางอาญากับผู้กระทำความผิดตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อน สำนักงาน คปภ. ยังได้จัดตั้ง ทีมฉ้อฉลประกันภัย ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะในการพิจารณาและตรวจสอบเคสการฉ้อฉลประกันภัยที่มีมูลค่าความเสียหายสูง เกินกว่า 15 ล้านบาท โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) และพนักงานอัยการอย่างใกล้ชิดในการสั่งฟ้องกลุ่มผู้กระทำความผิด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ ของระบบประกันภัยและประชาชน
ในโอกาสเดียวกันนี้ คณะผู้เข้ารับการอบรมยังได้รับฟังการบรรยายเจาะลึกในหัวข้อ “กระบวนการคุ้มครอง สิทธิประโยชน์ด้านการประกันภัย” จากผู้แทนสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงาน คปภ. ภายใต้การกำกับดูแลของ นางสาวชัชวริน โชติชูตระกูล ผู้ช่วยเลขาธิการ สายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ในส่วนของกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีการให้ความรู้เกี่ยวกับขอบเขตการรับเรื่องร้องเรียนตามสัญญาประกันภัย และประเภทของกรมธรรม์ประกันภัยรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน ตลอดจนหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาข้อพิพาท อาทิ หลักการ เฉลี่ยจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Contribution) ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยทำประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัยตั้งแต่ 2 ฉบับขึ้นไป และการพิจารณากรณีการทำประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริง (Underinsurance) ซึ่งส่งผลต่อการใช้หลักการเฉลี่ย ความเสียหายตามสัดส่วน อีกทั้งยังได้ศึกษากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยผู้ไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้มี ความเชี่ยวชาญในการทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจาหาข้อยุติ ตลอดจนกระบวนการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการของสำนักงาน คปภ. ซึ่งเป็นกลไกทางเลือกที่มีผลผูกพันตามกฎหมายในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความเข้าใจในข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเชิงลึกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานด้านคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการศึกษาดูงานของหลักสูตรเจ้าพนักงานคดี (ระดับชำนาญการ) ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดี ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองทางกฎหมายร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งเสริมให้
ข้อพิพาทด้านการประกันภัยสามารถแก้ไขและยุติลงได้อย่างเหมาะสมผ่านกลไกการรับเรื่องร้องเรียนและการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทของสำนักงาน คปภ. ตั้งแต่ต้นทางก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งถือเป็นแนวทางและกลไกเชิงรุก ที่สำคัญในการบริหารจัดการเพื่อลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาล ตลอดจนช่วยประหยัดเวลาและลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม อันนำไปสู่การพัฒนาระบบการคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และเที่ยงธรรมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมกับสำนักงาน คปภ. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่น เสถียรภาพ และการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ระบบประกันภัยของประเทศในระยะยาว

More Stories
กองทุนประกันชีวิตร่วมสร้าง “Insurefluencer รุ่นใหม่” ถ่ายทอดความรู้ประกันภัยสู่เยาวชนไทย
ประกาศแจ้งเตือน เมืองไทยประกันภัย แจ้งเตือน “ข้อความมิจฉาชีพ”
“อารีเกเตอร์” สัญจร จ.สุราษฎร์ธานี