15 กรกฎาคม 2026

THE MASTER

ย่อโลกข่าวไว้ในมือคุณ

SCB WEALTH ชี้ธีม AI ครึ่งปีหลังยังไปต่อ แต่ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง 

                                     
  แนะไม่ลงทุนตามกระแส เน้นบริษัทที่สร้างกำไรและผลตอบแทนได้จริง
 
SCB WEALTH ผนึก SCB CIO , Innovest X  และ SCBAM  จัดงานเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ “อ่านเกม AI : ลงทุนต่อ หรือรอจังหวะใหม่?” ให้แก่กลุ่มลูกค้า Wealth โดยSCB CIO มองครึ่งหลังปี 2569 จับตา 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ทิศทางดอกเบี้ย Fed ที่ยังอาจอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ  รวมถึงความคุ้มค่าของเม็ดเงินลงทุน AI ที่ต้องสร้างรายได้และกำไรให้ทันความคาดหวัง และลงทุนหุ้น AI อย่างระมัดระวัง เน้นบริษัทที่มี EPS กระแสเงินสด และ ROI แข็งแกร่ง ไม่ไล่ตามกระแสหรือกระจุกตัวมากเกินไป ด้าน Innovest X  มองธีม AI ยังไปต่อได้ แต่ควรเลือกลงทุนในผู้ชนะของแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะพลังงาน ชิป  และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมระวังการเติบโตของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่อาจเริ่มชะลอลงตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 ส่วน SCBAM มองนักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนใน AI ได้ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศตั้งแต่  ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และผู้ใช้งาน AI แต่ละกลุ่มมีศักยภาพเติบโตและระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน การลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงไปยังหลายบริษัท  ประเทศ และห่วงโซ่ AI  โดย SCBAM มีกองทุนที่ครอบคลุมตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์  เทคโนโลยีดิจิทัล  แร่หายาก ไปจนถึงหุ่นยนต์ EV  และพลังงานสะอาด  เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการเติบโตของ AI ได้หลากหลายและเหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
น.ส.เกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า นักลงทุนควรติดตาม 3 ปัจจัยสำคัญที่มีแนวโน้มกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ได้แก่ 1) ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวแบบไม่ทั่วถึง (K-Shaped Growth) โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยียังคงเติบโตได้ดี ขณะที่ภาคธุรกิจที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยยังเผชิญแรงกดดัน นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงจากปัจจัยความขาดแคลนด้านอุปทานพลังงาน ผลกระทบจากสงคราม และนโยบายการประกาศขึ้นภาษีกับ 60 ประเทศของประธานาธิบดี Trump โดยมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง และ Fed ยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ 2) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีของ Trump และ 3) AI ยังคงเป็นธีมการลงทุนหลักของโลก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นว่าการลงทุนด้าน AI จำนวนมหาศาลจะสามารถแปลงเป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้เร็วเพียงใด โดยเบื้องต้นคาดว่า การระดมทุนผ่านตลาดทุนสหรัฐฯ ในปี 2569 จะเติบโตไม่น้อยกว่า 23% จากปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่ม Hyperscalers หรือผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง และอาจแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. ภายในปี 2570
สำหรับประเด็นด้าน Valuation ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในหลายตลาด มองว่า ระดับมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นในหลายตลาดยังไม่สะท้อนภาวะฟองสบู่ AI เนื่องจากยังได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนและการปรับประมาณการกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดที่ผลประกอบการยังขยายตัวแข็งแกร่ง เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรแยกแยะให้ชัดเจนว่าการปรับตัวขึ้นของราคาสินทรัพย์เกิดจากการเติบโตของกำไรและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง หรือเกิดจากความคาดหวังที่ปรับขึ้นเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน
ด้านตัวชี้วัดสำคัญที่ควรติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการปรับประมาณการกำไร (EPS Revision) ของบริษัทจดทะเบียน ความสามารถของบริษัทในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ให้เป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดจริง (AI Monetization) ตลอดจนระดับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) และต้นทุนการเงินที่ยังสอดคล้องกับระดับมูลค่าหุ้น รวมถึง การกระจุกตัวของผลตอบแทนในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม ซึ่งอาจสะท้อนความเปราะบางของตลาดในระยะข้างหน้าได้เช่นกัน ทั้งนี้ นักลงทุนไม่ควรไล่ลงทุนตามกระแส แต่ควรเลือกลงทุนบริษัทที่เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้จริง
น.ส.นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า SCB CIO ยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกต่อการลงทุนในธีม AI และมองว่า AI ยังคงเป็นหนึ่งใน Mega Force ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในระยะยาว เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกยังเดินหน้าเพิ่มการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า AI Capex Cycle ยังอยู่ในช่วงขยายตัว อย่างไรก็ตาม การลงทุนในธีม AI ได้เข้าสู่ช่วงที่นักลงทุนต้องเลือกลงทุนมากขึ้น เพราะตลาดไม่ได้ให้น้ำหนักกับหุ้น AI ทุกบริษัทเหมือนในช่วงแรกอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้เป็นการเติบโตของรายได้และกำไรได้จริง
เราแบ่งโอกาสการลงทุนในธีม AI ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มผู้ขาย AI (AI Enablers) เช่น ผู้ผลิตชิป เซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ ระบบเครือข่าย และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเม็ดเงินลงทุนด้าน AI และยังคงเป็นกลุ่มที่ SCB CIO ให้น้ำหนักการลงทุน เนื่องจากมีความชัดเจนของการเติบโตของผลประกอบการ (Earnings Visibility) สูงกว่า ขณะที่ 2. กลุ่มผู้ใช้ AI (AI Beneficiaries) เช่น ธุรกิจซอฟต์แวร์ เฮลท์แคร์ การเงิน ภาคอุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ มีศักยภาพในการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าการลงทุนดังกล่าวจะสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตของรายได้และกำไรได้จริง ตราบใดที่การลงทุนด้าน AI ยังสามารถสร้าง Earnings Growth ได้สูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น SCB CIO ยังคงเชื่อว่า AI Capex Cycle ยังมีความแข็งแกร่ง และยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในธีม AI
สำหรับการจัดพอร์ตลงทุน SCB CIO มองว่า AI สามารถเป็นส่วนหนึ่งของทั้ง Core Portfolio ซึ่งเป็นฐานการลงทุนระยะยาว และ Opportunistic Portfolio ซึ่งใช้เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีมหรือโอกาสการลงทุนที่มีความเชื่อมั่น โดยสัดส่วนการลงทุนควรสอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของผู้ลงทุน เช่น นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง อาจจัดสรรการลงทุนใน Core Portfolio ประมาณ 80% และ Opportunistic Portfolio ประมาณ 20% ทั้งนี้ การลงทุนใน AI ไม่จำเป็นต้องลงทุนผ่านกองทุน AI โดยตรงเสมอไป เนื่องจากผู้ที่ลงทุนในกองทุนหุ้นโลกหรือกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มี Exposure ต่อบริษัทชั้นนำที่ได้รับประโยชน์จาก AI อยู่แล้ว ดังนั้น นักลงทุนควรประเมิน AI Exposure ในภาพรวมของทั้งพอร์ต ก่อนพิจารณาเพิ่มการลงทุนในธีม AI ผ่าน Opportunistic Portfolio พร้อมยึดหลัก Stay Invested ผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่องและการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กล่าวว่า ภาพรวมหุ้น AI ยังไม่แพง แต่ไม่ถูกแล้ว โดยปัจจุบัน P/E อยู่ในระดับมากกว่า 20 เท่า หากเทียบเคียงการปรับขึ้นของหุ้น AI นับตั้งแต่ต้นรอบ ไตรมาสที่ 2 ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน เรามองว่า หุ้นที่เกี่ยวกับ AI ที่ P/E เกินกว่า 30 เท่า ถือเป็นหุ้นที่ต้องคำนึงถึง Valuation แล้ว ซึ่งราคาหุ้น AI ในปัจจุบัน มาจากความคาดหวังที่ไม่สามารถอธิบายด้วยงบดุลหรือกำไรได้ 70-80% ของราคาโดยรวม ดังนั้นจึงอาจมีความผันผวนได้ ช่วงที่มีข่าวปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น การประกาศผลประกอบการ
        เมื่อพิจารณาแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐานของกลุ่ม AI พบว่า ยอดส่งออกของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานด้านเมมโมรี่ที่สำคัญ ยังเร่งตัวต่อเนื่อง การเติบโตยังทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ ขณะที่งบลงทุนของบริษัทจดทะเบียนกลุ่ม Hyperscalers ยังปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เป็นแรงขับเคลื่อนอยู่ในส่วนของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นหุ้นกลุ่มวัฎจักร ที่ปรับขึ้นเมื่อมีสินค้าใหม่เข้ามาในตลาด และจะจบรอบการปรับขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ เรามองว่าการเติบโตรายไตรมาสของกลุ่มนี้ ยังมีแนวโน้มเร่งตัวได้ในไตรมาสที่ 2 แต่อาจจะค่อยๆ ชะลอตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 นี้ไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2570 เนื่องจากฐานรายได้ที่ปรับขึ้นมามาก ก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังถือว่ามีอัตราการเติบโตมากกว่าหลายเท่า เมื่อเทียบกับ ดัชนี S&P500 ที่ไม่รวมหุ้นเกี่ยวกับ AI เข้าไป โดยกลุ่มนี้ยังคงไปต่อได้ ตราบใดที่ Hyperscalers ไม่ปรับลดเงินลงทุน เพราะการปรับลดหมายถึงความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่ลดลง
      ทั้งนี้ เราแบ่งความน่าสนใจของหุ้นกลุ่ม AI เป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มพลังงาน โดยผู้เล่นที่น่าสนใจคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ 2) กลุ่มชิป ที่เป็นคอขวดสำคัญ 3) กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ผู้ให้บริการคลาวด์ ระบบประมวลผล และศูนย์ข้อมูล 4) กลุ่มผู้พัฒนาโมเดล AI ซึ่งเป็นกลุ่มที่ Valuation ปรับขึ้นไปมากแล้ว และ 5) กลุ่มแอปพลิเคชัน ที่นำ AI ไปใช้งาน เช่น ทำ Robotaxi หรือพัฒนา Cybersecurity เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในผู้ชนะของกลุ่มเหล่านี้ได้ และโดยภาพรวมเรามองว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI เวลานี้ เหมือนดนตรีที่ยังเล่นไม่จบ จึงอย่าเพิ่งหยุดเต้น
น.ส.ศุภรัตน์ อารีย์วงศ์ Executive Director กลุ่มกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดให้ความสนใจลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่เป็นเจ้าของโมเดล AI มากที่สุด แต่ในความจริงการลงทุนใน AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหุ้นเทคโนโลยีเท่านั้น โดยมีบริษัทในระบบนิเวศหลายส่วน ซึ่งเราแบ่งกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ตามห่วงโซ่อุตสาหกรรมเป็น 3 ส่วน ได้แก่ กลุ่มต้นน้ำที่ทำให้ AI เติบโตได้ เช่น ผู้ผลิตและจัดหาแร่หายากและโลหะเชิงยุทธศาสตร์ ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน โครงข่ายการสื่อสาร รวมถึงเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การประมวลผล AI เกิดขึ้นได้จริง กลุ่มกลางน้ำที่พัฒนาเทคโนโลยีเป็นสมอง AI เช่น ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ และแพลตฟอร์มผู้พัฒนาโมเดล AI และซอฟต์แวร์ และกลุ่มปลายน้ำที่นำ AI ไปใช้งาน เช่น ธนาคาร โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม และแพลตฟอร์มผู้บริโภคต่าง ๆ ที่ใช้ AI ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำไร สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขั
ในด้านการลงทุน SCBAM มองว่าโอกาสลงทุนอยู่ในผู้ที่ได้ประโยชน์ในแต่ละห่วงโซ่ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยแบ่งกลุ่ม AI เป็น 3 ชั้น ตามลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน คือ 1) ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล กลุ่มพลังงาน ระบบระบายความร้อน กลุ่มผู้ประกอบและจำหน่ายเซิร์ฟเวอร์ AI ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ มีจุดเด่นด้านโอกาสการให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ เพราะไม่ว่าบริษัท AI รายใดจะเป็นผู้ชนะในอนาคต กลุ่มนี้ยังคงมีความจำเป็น จึงมักถูกมองเป็นหุ้นกลุ่ม AI เชิงรับ (Defensive AI Theme) ซึ่งมีข้อควรระวังในการลงทุน คือ โอกาสการเติบโตของกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับวัฏจักรการใช้เงินลงทุน 2) ผู้พัฒนาเทคโนโลยี เป็นหัวใจของ AI ได้แก่ กลุ่มชิป เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์ ดาต้า และซอฟต์แวร์ รวมถึงโมเดล AI เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของ AI แต่ส่วนใหญ่มี Valuation และความผันผวนที่สูง และ 3) ผู้ใช้งาน AI ได้แก่ กลุ่มเฮลท์แคร์ ธนาคาร อุตสาหกรรม และการบริโภค ที่ไม่ได้มีรายได้หลักจาก AI แต่การนำ AI ไปใช้จริงอาจสร้างมูลค่าในระยะยาวได้ ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในแต่ละกลุ่มได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
            ในการลงทุน AI ซึ่งมีหลายชั้น หลายอุตสาหกรรม และมีผู้ได้ประโยชน์จำนวนมาก นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเลือกผู้ชนะเพียงรายเดียว โดยสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนในระบบนิเวศ AI ได้กว้างขึ้นผ่านกองทุนรวม ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในหลายบริษัท หลายประเทศ รวมถึงหลายส่วนของห่วงโซ่ รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกการลงทุนให้ภายใต้ธีม อุตสาหกรรม เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว แต่ไม่มีเวลาติดตามหุ้นรายตัวอย่างใกล้ชิด โดย SCBAM มีกองทุนรวมให้เลือกลงทุนได้ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ AI ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเทคโนโลยี AI ได้แก่ กองทุน SCBSEMI (ความเสี่ยง 7) ลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์ กองทุน SCBDIGI (ความเสี่ยง 6) ลงทุนในธีมเทคโนโลยีดิจิทัล กองทุน SCBNDQ (ความเสี่ยง 6) ลงทุนอิงดัชนี Nasdaq 100 กองทุน SCBCTECH (ความเสี่ยง 7) ลงทุนในเทคโนโลยีจีน และกองทุน SCBKEQTG (ความเสี่ยง 6) ลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้ กลุ่มวัตถุดิบสำคัญใน AI ต้นน้ำ ได้แก่ กองทุน SCBRARE (ความเสี่ยง 7) ลงทุนในผู้ผลิตและจัดหาแร่หายาก และกลุ่มนวัตกรรมอนาคตที่นำ AI มาปรับใช้ ได้แก่ กองทุน SCBROBO (ความเสี่ยง 6) ลงทุนในเทคโนโลยี Robotics และ Automation กองทุน SCBEV (ความเสี่ยง 7) ลงทุนในเทคโนโลยี EV และ Mobility และกองทุน SCBCLEAN (ความเสี่ยง 6) ลงทุนในพลังงานสะอาด
หมายเหตุ : เอกสารจัดทำขึ้น ณ วันที่ 14 ก.ค. 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน
คำเตือน
  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนรวมเพิ่มเติมได้จาก website ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือกรณีมีข้อร้องเรียนใดสามารถติดต่อได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

You may have missed