ชูหุ้นสหรัฐฯ-ตลาดเกิดใหม่ ผนวกบอนด์ระยะสั้น-กลางเสริ มพอร์ตแกร่ง
SCB WEALTH จัดกิจกรรม Wealth Community ให้แก่กลุ่มลูกค้า Wealth ภายใต้หัวข้อ “The Dollar Reset: วางแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ในวันที่ค่าเงินโลกกำลังเปลี่ ยนเกม” โดย SCB FM ประเมินว่า เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันให้อ่ อนค่า ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมั นที่ปรับตัวสูงขึ้น ความแตกต่างระหว่างทิศทางดอกเบี้ ยของไทยกับต่างประเทศ และธุรกรรม Carry Trade คาดการณ์เงินบาทในระยะสั้นเคลื่ อนไหวในกรอบ 33.50 -34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หากความขัดแย้งในตะวั นออกกลางกระทบราคาน้ำมันโลกอย่ างรุนแรง ในระดับ 110 -120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ด้าน SCB CIO แนะจับตา 3 ปัจจัยได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของเฟด ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความต่อเนื่ องของกระแสการลงทุนใน AI พร้อมแนะนำให้ Stay Invested ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเกิดใหม่ ไม่รวมจีน แต่ควรเน้นการคัดเลือกหลักทรั พย์ และกระจายความเสี่ยงอย่ างเหมาะสม ควบคู่การลงทุนในตราสารหนี้ ระยะสั้นถึงกลาง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริ มความแข็งแกร่งให้พอร์ตในทุ กสภาวะตลาด สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ ยงได้สูง อาจเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนผ่ านธีม Mega Forces เมื่อเร็วๆนี้ ณ ศูนย์บริการ SCB Investment Center เซ็นทรัลเวิลด์
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2569 อ่อนค่าลงค่อนข้างแรงกว่าคาด จากทั้งปัจจั ยภายนอกและภายในประเทศ โดยปัจจัยภายนอกมาจากสถานการณ์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ กลับมารุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดกังวลต่ออุปทานน้ำ มันและดันราคาน้ำมันดิบโลกปรั บขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล กดดันให้เงินสกุลต่างๆ รวมถึงเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเที ยบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ปัจจั ยในประเทศมาจากแนวโน้มดอกเบี้ ยนโยบายไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และมีโอกาสคงไว้ถึงสิ้นปี แตกต่างจากหลายประเทศในภูมิ ภาคที่ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินบาทเผชิญแรงกดดั นเพิ่มเติมจากกระแสเงินทุนเคลื่ อนย้ายและธุรกรรม Carry Trade หรือการกู้ยืมเงินในไทยที่มีอั ตราดอกเบี้ยต่ำ ไปลงทุนในประเทศที่มีดอกเบี้ยสู งกว่า
“ปกติค่าเงินเยนจะเป็น funding currency ใน Carry Trade เนื่องจากดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ ต่ำกว่าประเทศอื่น แต่เวลานี้เงินบาทถูกมองเป็น funding currency ใน Carry Trade มากขึ้น เนื่องจากไทยมีแนวโน้มไม่ขึ้ นดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่ญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ ยมาแล้ว 1 ครั้ง และเตรียมปรับขึ้นอีกครั้ง โดยเมื่อเทียบเงินบาทต่อเงินเยน ก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเช่นกัน ทำให้คนไทยต้องแลกเงิ นเยนในราคาแพงขึ้น ดังนั้นหากใครต้องการเดิ นทางไปญี่ปุ่น ควรทยอยแลกเงินเยนไว้บ้าง” นายวชิรวัฒน์ กล่าว
SCB FM ประเมินว่า หากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่รุ นแรงไปกว่าที่ตลาดคาดมาก โดยยืดเยื้อภายในช่วงไตรมาสนี้ เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่ อนไหวในกรอบ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า แต่หากความขัดแย้งกระทบต่ อการขนส่งน้ำมันผ่ านทะเลแดงจนทำให้อุปทานน้ำมั นโลกหายไปราว 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้
ส่วนในระยะยาว มองว่า เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เล็ กน้อย หากสงครามจบลงตามคาด โดยมีโอกาสที่ประธานาธิบดีสหรั ฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีท่าทีประนี ประนอมในสงครามตะวั นออกกลางมากขึ้น เนื่องจากจะมีเลือกตั้ งกลางเทอมในเดือน พ.ย. และหากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจาก Kavin Warsh ผู้ว่าการ Fed คนใหม่ มีการแต่งตั้งคณะทำงาน 5 คณะ พิจารณาการดำเนินการของ Fed ซึ่งอาจมีการพิจารณาดัชนีชี้วั ดเงินเฟ้อใหม่ โดยตัดตัวเลขบางตัว เช่น น้ำมัน และอาหาร ที่ทำให้เงินเฟ้อดูลดลงในมุ มมองของ Fed ทำให้ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้ นดอกเบี้ยเร็วอย่างที่คาด โดยประเด็นนี้ยังไม่ถู กตลาดประเมินในราคาและอาจทำให้ Bond yield ของสหรัฐฯ ลดลง ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่า ในกรอบ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้
สำหรับการบริหารความเสี่ยงอั ตราแลกเปลี่ยน SCB FM แนะนำให้ผู้ส่งออกพิจารณาลดสั ดส่วนการป้องกันความเสี่ยงค่ าเงินบางส่วน เพื่อเปิดรับโอกาสจากเงินบาทที่ ยังมีแนวโน้มอ่อนค่า ขณะที่ผู้นำเข้าควรทยอยซื้อเงิ นดอลลาร์สหรัฐฯ และเพิ่มสัดส่วนการจัดการต้นทุ นอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าผ่านธุ รกรรม FX Forward เพื่อจำกัดความเสี่ยงต้นทุนค่ าเงินที่อาจสูงขึ้นในระยะต่อไป
นางสาวเกษรี อายุตตะกะ CFP® Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนมี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed 2) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ 3) ความต่อเนื่องของการลงทุนด้าน AI ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจเพิ่ มความผันผวนให้ตลาดการเงิ นโลกได้
ในด้านนโยบายการเงินของ Fed ยังคงมีความไม่แน่นอนในการดำเนิ นนโยบายอัตราดอกเบี้ย ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีการเติบโตแบบ K-Shaped ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่สู ง ตลาดการเงินโลกต้องเผชิญกั บภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน และท่าทีของผู้กำหนดนโยบายที่ยั งไม่ชัดเจน ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรั ฐศาสตร์กลับมาเป็นปัจจัยสำคัญอี กครั้ง ทั้งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ เศรษฐกิจโลก และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบี ยนและอาจนำไปสู่ความเสี่ ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงิ นเฟ้อสูง (Stagflation) หากสถานการณ์รุนแรงกว่าที่ ตลาดคาด
ทั้งนี้ AI ยังคงเป็นธีมการลงทุนสำคัญสำหรั บครึ่งปีหลัง แต่ตลาดจะให้ความสำคัญกั บความสามารถในการสร้างรายได้ และผลตอบแทนจากเงินลงทุนของบริ ษัทในกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ รายใหญ่ (Hyperscalers) มากขึ้น โดยเจาะลึกไปถึงผลตอบแทนต่อเงิ นลงทุน และกระแสเงินสดที่ชัดเจน หลังมีการระดมทุนและใช้จ่ายเงิ นลงทุนไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งการลงทุนบน AI ที่เกิดขึ้น ได้เอื้อให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดั กเตอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่ างมากในช่วงที่ผ่านมา ได้แรงหนุนจากการคาดการณ์อั ตราการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่ ง ตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่ าอุปทาน อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นการสับเปลี่ยนลงทุ นออกจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดั กเตอร์ที่ปรับตัวขึ้นมามาก ทำให้บางตลาดที่มีสัดส่วนหุ้ นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สูง เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน มีความผันผวนในระยะสั้นมากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน นักลงทุนควร Stay Invested โดยแนะนำให้จัดพอร์ตแบบ Core-Opportunistic เพื่อให้มีทั้งพอร์ตหลัก ที่เน้นความมั่นคง และพอร์ตส่วนเสริม เพื่อจับจังหวะรั บผลตอบแทนระยะสั้น และเน้นการกระจายความเสี่ยงผ่ านสินทรัพย์ที่หลากหลาย ในส่วนของตราสารหนี้ แนะนำลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ระยะสั้นถึงกลาง และตราสารหนี้ภาคเอกชนสหรัฐฯ Investment Grade ที่งบดุลแข็งแกร่ง ซึ่งยังให้อัตราผลตอบแทนที่น่ าสนใจ หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร มีแนวโน้มเคลื่อนไหวทิศทางเดี ยวกับตลาดหุ้นมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถกระจายความเสี่ ยงให้พอร์ตได้ดีเหมือนในอดีต อีกทั้ง ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการถือพั นธบัตรระยะยาว (Term Premium) อาจเพิ่มขึ้น จากการที่เงินเฟ้อยังสูง การขาดดุลการคลังของรัฐบาลสหรั ฐฯ ที่ค่อนข้างมาก ความกังวลการแทรกแซง Fed โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้ งกลางเทอมสหรัฐฯ และการกู้ยืมเพื่อลงทุนด้าน AI ที่สูง
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจลงทุนในธีม AI ควรกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจที่ ได้รับประโยชน์จากคอขวดในห่ วงโซ่อุปทาน AI ต้นน้ำ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ รวมทั้ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และพลังงานทางเลือก โดย SCB CIO ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้ นสหรัฐฯ โดยแนะนำกลยุทธ์ Active Barbell ที่เน้นหุ้น Quality Growth ซึ่งมีกระแสเงิ นสดและอำนาจกำหนดราคา และตลาดหุ้นเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับประโยชน์ จากคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งหากพิจารณาคาดการณ์กำไร 12 เดือนข้างหน้าของตลาด ยังมีโอกาสเติบโตสูงอยู่ เพียงแต่ปัจจุบันตลาดปรั บลงจากการสับเปลี่ยนกลุ่มลงทุน จากการที่ตลาดมีหุ้นชิปกระจุกตั วสูง
นอกจากนี้ ยังมาจากการที่ทางการเกาหลีใต้ ออกมาตรการคุมเข้มการเก็งกำไรผ่ านกองทุนประเภท Single-stock Leveraged ETFs (กองทุนที่ใช้เลเวอเรจอ้างอิงหุ้ นรายตัว) เช่น ระงับการออกกองทุนใหม่ เพิ่มเงินฝากขั้นต่ำเป็น 30 ล้านวอน และบังคับวางหลักประกันเป็นเงิ นสด เพื่อชะลอการลงทุนเพิ่มในกองทุ นประเภทดังกล่าว และทำให้นักลงทุนรายย่อยที่ลงทุ นผ่านเครื่องมือประเภทนี้ต้ องทยอยปิดสถานะ หรือเผชิญการถูกบังคับขาย (Forced selling) เพื่อลดเลเวอเรจออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลนี้คาดว่าจะส่งผลดี ต่อตลาดในระยะยาว ขณะที่ อุปทานชิปในตลาดยังน้อยกว่าอุ ปสงค์ที่มี โดยที่ผู้ผลิตจากจีนก็ยังไม่ สามารถทดแทนได้ ทำให้หุ้นกลุ่มชิปในตลาดหุ้ นเกาหลีใต้ยังไปต่อได้ ในส่วนของกลุ่ม AI กลางน้ำ ได้แก่ กลุ่ม Hyperscalers ยังคงต้องติ ดตามบนความสามารถในการแปลงเงิ นลงทุน AI เป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดว่าเกิดขึ้นได้ เร็วเพียงใด โดยนักลงทุนให้ความสำคัญกับ AI Monetization มากขึ้น
ส่วนพอร์ตการลงทุนระยะยาวควรมี กองทุนที่ลงทุนใน กองทุนรวมทองคำเป็นส่วนหนึ่ งของการกระจายความเสี่ยง ในสัดส่วนที่สอดคล้องกับความเสี่ ยงที่ยอมรับได้ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ปรับตั วสวนทางกับทิศทางดอกเบี้ย และยังคงได้รับแรงหนุนเชิ งโครงสร้างจากการเข้าซื้อเพื่ อกระจายความเสี่ ยงของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ ยงได้สูง สามารถเพิ่มโอกาสสร้ างผลตอบแทนผ่านกองทุนที่ลงทุนใน Mega Forces สำคัญ เช่น กระแส AI การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลั งงานได้
หมายเหตุ: เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุ ปสาระสำคัญจากเสวนา The Dollar Reset วางแผนลงทุนครึ่งปีหลัง ในวันที่ค่าเงินโลกกำลังเปลี่ ยนเกม โดยจัดทำขึ้น ณ วันที่ 24 ก.ค. 2569 เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารแก่ผู้ สนใจลงทุน ข้อมูลและความคิดเห็นที่ ปรากฎเป็นมุมมองของวิทยากร ณ วันที่จัดงาน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ ตามสภาวการณ์ และไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุ นเฉพาะบุคคล
คำเตือน
- การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลั
กษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสิ นใจลงทุน - เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกั
นความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้ งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รั บกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรื อได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุ นเริ่มแรกได้ - ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสื
อชี้ชวนกองทุนรวมเพิ่มเติมได้ จาก website ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุ นรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด - สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
SCB Call Center โทร. 02-777-7777

More Stories
NER โชว์กำไร Q2/69 สุดแกร่ง! แตะ 436.36 ลบ.
‘MTS Gold Investment Token’ สร้างปรากฏการณ์เปิดลงทุนในธุรกิจค้าทองคำ กับ แม่ทองทองสุกเซ็นทรัล
Jaymart Mobile ยกระดับเวทีระดับตำนานก้าวสู่ปีที่ 26