29 กันยายน 2026

THE MASTER

ย่อโลกข่าวไว้ในมือคุณ

ครม. ไฟเขียว 4 โครงการอาคารเช่าผู้มีรายได้น้อย 596 หน่วย วงเงิน 439 ล้านบาท “นิกร” ชี้เพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพ

พม. เดินหน้าจัดหาที่อยู่อาศัยราคาที่เหมาะสมให้ผู้มีรายได้น้อย ข้าราชการ ผู้สูงอายุ และ First Jobber ขณะที่ กคช. เผยรายละเอียด 4 โครงการในสกลนคร ภูเก็ต เลย และนราธิวาส

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า วันนี้ (29 ก.ย. 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้การเคหะแห่งชาติจัดทำโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปี 2567 จำนวน 4 โครงการ รวม 596 หน่วย วงเงินลงทุนรวม 439.225 ล้านบาท โดยมีเงินกู้ภายในประเทศ 102.301 ล้านบาท และเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 336.924 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งยังไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยประเภทเช่าที่ได้มาตรฐานในตลาดได้ โดยมุ่งจัดให้มีที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ มีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่เหมาะสม ในอัตราค่าเช่าที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ข้าราชการ และกลุ่มคนเริ่มทำงาน หรือ First Jobber ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจมีข้อจำกัดในการจัดหาที่อยู่อาศัยในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญที่ ครม. ให้ความเห็นชอบ มี 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. เห็นชอบการจัดทำโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปี 2567 จำนวน 4 โครงการ รวม 596 หน่วย วงเงินลงทุนรวม 439.225 ล้านบาท

2. เห็นชอบเงินอุดหนุนจากรัฐบาล จำนวน 336.924 ล้านบาท และให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินอุดหนุนให้การเคหะแห่งชาติ

3. มอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เป็นผู้จัดหาแหล่งเงินกู้ และกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ จำนวน 102.301 ล้านบาท

4. เห็นชอบให้การเคหะแห่งชาติสามารถก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ในวงเงิน 336.924 ล้านบาท ตามระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

5. เห็นควรให้คณะกรรมการการเคหะแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาอนุมัติปรับโอนวงเงินลงทุนระหว่างโครงการย่อย ภายใต้กรอบการลงทุนโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปี 2567 จำนวน 4 โครงการ รวม 596 หน่วย โดยไม่กระทบต่อสาระสำคัญและกรอบวงเงินของโครงการ

6. เห็นชอบให้กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ ให้การเคหะแห่งชาติเช่าที่ดินระยะยาวในอัตราผ่อนปรน เป็นระยะเวลา 30 ปี และเมื่อครบกำหนดสัญญา หากการเคหะแห่งชาติยังคงมีวัตถุประสงค์เดิม ให้พิจารณาคงอัตราค่าเช่าที่ดินในอัตราเดิม

“ทั้ง 6 ประเด็นนี้จะช่วยให้การดำเนินโครงการมีความชัดเจนทั้งด้านงบประมาณ แหล่งเงินทุน การบริหารโครงการ และการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐ เพื่อให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” นายนิกรกล่าว

ด้านนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติได้ออกแบบโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย ปี 2567 ทั้ง 4 โครงการ ภายใต้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) ขนาดพื้นที่ห้องประมาณ 28 ตารางเมตร ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และคำนึงถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยมีรายละเอียด ดังนี้

โครงการแรก คือ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดสกลนคร จัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยรวม 4 ชั้น จำนวน 146 หน่วย พื้นที่โครงการประมาณ 2.48 ไร่ อัตราค่าเช่าเบื้องต้นประมาณ 2,081 บาทต่อเดือน

โครงการต่อมา คือ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดภูเก็ต (กะทู้) อาคารพักอาศัยรวม 5 ชั้น จำนวน 44 หน่วย พื้นที่โครงการประมาณ 0.49 ไร่ อัตราค่าเช่าเบื้องต้นประมาณ 3,140 บาทต่อเดือน

โครงการที่ 3 คือ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดเลย จัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยรวม 6 ชั้น จำนวน 75 หน่วย พื้นที่โครงการประมาณ 1.02 ไร่ อัตราค่าเช่าเบื้องต้นประมาณ 2,630 บาทต่อเดือน

และโครงการสุดท้าย คือ โครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย จังหวัดนราธิวาส จัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยรวม 5 ชั้น จำนวน 331 หน่วย พื้นที่โครงการประมาณ 6.31 ไร่ โดยมีอัตราค่าเช่าเบื้องต้นประมาณ 2,500–5,000 บาทต่อเดือน

ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเคหะแห่งชาติให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารและพื้นที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมจัดให้มีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในแต่ละพื้นที่

“โครงการทั้ง 4 แห่งเป็นการนำทรัพยากรของการเคหะแห่งชาติมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยให้ประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่ประชาชนสามารถรับภาระได้” นายทวีพงษ์กล่าวในที่สุด