9 ตุลาคม 2026

THE MASTER

ย่อโลกข่าวไว้ในมือคุณ

WHA Group ขานรับเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 เชื่อมโยงเงินทุนทั่วโลก สู่ภาคอุตสาหกรรม

ชูศักยภาพไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนรับ New Economy
ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยมีการต้อนรับผู้นำด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนจากทั่วโลก ประชาคมโลกต่างมุ่งจับตาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการร่วมก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่เป็นประเด็นหารือระดับโลก คือ “การลดช่องว่างทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน” ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อลดผลกระทบและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ทว่าเม็ดเงินลงทุนจริงในปัจจุบันยังขาดอยู่อีกราว 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สะท้อนถึงความจำเป็นในการระดมทุนเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันครบวงจรสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรม ชี้ว่าเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นช่วงเวลาสำคัญของไทยในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเม็ดเงินลงทุนจากตลาดการเงินโลก (Financial Capital) ให้ขยายสู่การลงทุนที่จับต้องได้ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Economy)  ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน
นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นโอกาสทองที่ไทยจะได้ประกาศความพร้อมและศักยภาพของประเทศบนเวทีโลก โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ New Economy ประเทศไทยต้องอาศัยจังหวะนี้ในการต่อยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ดึงดูดคลื่นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก”
โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รับโจทย์ ‘Thailand’s New Horizons’
การประชุม IMF–World Bank 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดขอบฟ้าใหม่และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน WHA Group ได้ตอบรับแนวคิดหลักดังกล่าวด้วยการวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่:
  • การรับมือการแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ (Geoeconomics Fragmentation):
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องเร่งกระจายความเสี่ยงและย้ายฐาน การผลิต WHA Group มีธุรกิจโลจิสติกส์ที่รองรับความต้องการของภาคธุรกิจ ทั้งคลังสินค้าแบบ  Built-to-Suit คลังสินค้าทั่วไป โรงงานสำเร็จรูป โลจิสติกส์ปาร์ค ศูนย์กระจายสินค้า และอาคารสำนักงาน รวมพื้นที่มากกว่า 3.2 ล้านตารางเมตร ในประเทศไทยและเวียดนาม รองรับการจัดเก็บ กระจายสินค้า และการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและตลาดสำคัญในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group พร้อมรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก ด้วยนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะกว่า 17 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 88,900 ไร่ ในประเทศไทยและเวียดนาม พร้อมโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้ WHA Group พร้อมเป็น Safe Zone & Resilient Hub สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานการผลิตที่มีความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
  • การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation: WHA Group สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินธุรกิจที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยภายใต้ธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน มุ่งยกระดับความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมไฮเทคและดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการพลังงานหมุนเวียนตามมาตรฐานสากล โดยปี 2569 ตั้งเป้ายอดจำหน่ายน้ำและการบริหารจัดการน้ำรวมในไทยและเวียดนามที่ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,124 เมกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด และเตรียมความพร้อมรองรับโอกาสจากกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ของประเทศ
ขณะเดียวกัน ธุรกิจโมบิลิตี้ มุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านบริการและระบบนิเวศ EV สำหรับภาคธุรกิจ โดยตั้งเป้าขยายจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้การบริหารเป็น 637 คันภายในปี 2569 เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยคาร์บอนจากภาคการขนส่ง สะท้อนบทบาทของ WHA Group ในการนำศักยภาพของแต่ละธุรกิจมาร่วมขับเคลื่อนลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมไปสู่ Low-Carbon Economy และเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI Transformation): WHA Group มุ่งเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการเชื่อมต่อความเร็วสูง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะและ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในนิคมอุตสาหกรรม ยกระดับสู่การเป็น Smart Eco-Industrial Estates เต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง
การบูรณาการโลจิสติกส์ พื้นที่อุตสาหกรรม สาธารณูปโภค พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน (Resilience) ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของโลก
ความยั่งยืนคือหัวใจของศักยภาพการแข่งขันระดับโลก
ท่ามกลางกติกาการค้าและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่ทวีความเข้มงวด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานตามกรอบ ESG ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจ สำหรับองค์กรระดับโลก  WHA Group มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนผู้ประกอบการและลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อโลก
นางสาวจรีพรเสริมว่า “การลดคาร์บอน (Decarbonization) ไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว”
จากเงินทุนระดับโลก สู่การลงทุนจริงในไทย
สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน ในมุมมองของ WHA Group คือการเปลี่ยนเงินลงทุนให้เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  โดยผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน ภาครัฐ และภาคเอกชน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสมบูรณ์เป็นฟันเฟืองหลัก
“การแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และการผนึกกำลังในเวที 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยได้เปิดบ้านต้อนรับผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก กว่า 15,000 คน ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นและศักยภาพของไทยในการดึงดูด FDI คุณภาพสูง WHA Group มองเห็นโอกาสในการร่วมผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ควบคู่กับศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ บนพื้นฐานของประเทศไทยในฐานะ ‘Safe Zone’ สำหรับการลงทุนที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ”          นางสาวจรีพรกล่าวสรุป
#WHAGroup #AM2026 #IMF #WBG #ESG #การลงทุนสีเขียว