16 ตุลาคม 2026

THE MASTER

ย่อโลกข่าวไว้ในมือคุณ

เข้าใจ “โรคกระดูกพรุน” ภัยเงียบในยุคสังคมสูงวัย หน้าฝนเสี่ยงลื่นล้ม กระดูกสะโพกหัก วิกฤตสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม

เพราะ “ฝน” ไม่ได้พามาแค่ความชุ่มฉ่ำ แต่ยังทำให้บ้านมีน้ำท่วมขัง พื้นลื่น เพิ่มความเสี่ยงต่อการลื่น หกล้ม ส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ประเมินว่า ผู้สูงวัยป่วยกระดูกสะโพกหักเพิ่มขึ้น 2.02% ต่อปี จากเหตุพลัด ตก หกล้ม โดยมี “โรคกระดูกพรุน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระดูกหักมากกว่า ผู้ที่ไม่เป็นโรคราว 5 เท่า

ในยุคที่เรากำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aged Society) อย่างเต็มตัว การดูแลสุขภาพกระดูกของผู้สูงวัยเป็นเรื่องสำคัญ ของทุกครอบครัว โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข ชวนทำความเข้าใจ “โรคกระดูกพรุน” ตั้งแต่สาเหตุ และวิธีรักษา ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้วยการตรวจเช็กมวลกระดูก เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ผู้สูงวัย ในบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว

“โรคกระดูกพรุน” ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือน

มูลนิธิโรคกระดูกพรุนนานาชาติ (IOF: International Osteoporosis Foundation) กำหนดให้วันที่ 20 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันโรคกระดูกพรุน” เพื่อรณรงค์ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพกระดูก การวินิจฉัย และการรักษาโรคกระดูกพรุน ซึ่งเป็นภัยเงียบที่หลายคนกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว แต่จะเผยตัวเมื่ออุบัติเหตุ นำไปสู่การแตกหักของกระดูก

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่กระดูกมีความแข็งแรงลดลง ทำให้เปราะและหักง่ายมาก ซึ่งหากเคยกระดูกหัก จากโรคกระดูกพรุน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการหักซ้ำในอนาคต โดยตำแหน่งที่กระดูกหักได้บ่อยเมื่อมีอุบัติเหตุคือ  กระดูกข้อสะโพก เป็นตำแหน่งที่รุนแรงที่สุด รองลงมาเป็นกระดูกสันหลัง ที่อาจยุบตัวลงทำให้หลังค่อม และกระดูกข้อมือ เกิดจากการใช้ยันพื้นขณะล้ม

ถอดรหัสใครกลุ่มเสี่ยง พร้อมชี้เป้าสาเหตุสำคัญ

สาเหตุของโรคกระดูกพรุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก มักเกิดกับผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน และผู้สูงอายุ

  • โรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีปริมาณลดลง เมื่อก้าวสู่ช่วง วัยหมดประจำเดือน การสลายตัวของกระดูกมีมากกว่าอัตราการสร้างกระดูก ทำให้เกิดการสูญเสีย มวลกระดูก ซึ่งพบได้บ่อยภายหลังหมดประจำเดือนไปแล้วราว 15-20 ปี
  • โรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจาก 50 ปีขึ้นไป อัตราการสลายตัวของกระดูก จะมากกว่าการสร้างกระดูกขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างการสร้างและการสลายของกระดูก มวลกระดูกจะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเกิดโรคกระดูกพรุนตามมาได้

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่น ๆ พบได้ทุกเพศ ทุกวัย เช่น โรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคตับเรื้อรัง และโรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น รวมถึงการใช้ยาที่ทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูก อาทิ กลุ่มสเตียรอยด์ การขาดสารอาหารหรือวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น นอกจากนี้ การสูบบุหรี่จัดและการดื่มเหล้า มากเกินไปยังส่งเสริมให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้ด้วย

เปิด 2 แนวทางรักษา เติมมวลกระดูกให้แข็งแรง

  1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา: การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ร่วมกับได้รับวิตามินดให้เพียงพอต่อความต้องการ ให้แต่ละวัน และการออกกำลังกาย เพื่อคงความหนาแน่นของกระดูก รวมถึงลดการสูญเสียมวลกระดูก ในขณะที่ การปรับสภาพแวดล้อม เช่น ติดตั้งราวจับ เลือกสวมรองเท้ากันลื่น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เพื่อลดความเสี่ยง จากการหกล้ม
  2. การรักษาด้วยยา: ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาช่วยลดการสลาย ของกระดูก (Antiresorptive agents) มีทั้งชนิดรับประทาน และชนิดฉีด และยากระตุ้นการสร้างกระดูก (Anabolic agents) เป็นยาชนิดที่ใช้ฉีดเข้าชั้นผิวหนังทุกวัน เพื่อเร่งการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก

วัดความหนาแน่นมวลกระดูกด้วย DXA ตรวจไว ไม่เจ็บ

อยากรู้ว่ามีภาวะโรคกระดูกพรุนหรือไม่? ต้องทำการตรวจด้วยเครื่องตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density หรือ BMD) ปัจจุบันมีหลายวิธี แต่ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานสำหรับการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน รวมไปถึงติดตามการรักษาภายหลัง คือ การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก โดยใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานต่ำ สองค่าพลังงาน (Dual Energy X-ray Absorptiometry) หรือเรียกสั้นๆ ว่า DXA ซึ่งใช้เวลาตรวจไม่นาน ไม่มีอาการเจ็บขณะที่ตรวจ รวมไปถึงการได้รับปริมาณรังสีจากการตรวจที่ต่ำมากอีกด้วย

สำหรับการแปลผลตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก แพทย์จะพิจารณาค่า T-score ซึ่งเป็นค่าที่ใช้เปรียบเทียบความหนาแน่นมวลกระดูกกับค่าเฉลี่ยของคนวัยหนุ่มสาวที่มีกระดูกแข็งแรง โดยแสดงผลเป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: SD) ซึ่งสามารถแบ่งระดับความหนาแน่นของกระดูกได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่

  • T-score ตั้งแต่ –1.0 ขึ้นไป: ความหนาแน่นของกระดูกอยู่ในเกณฑ์ปกติ (Normal bone)
  • T-score ต่ำกว่า –1.0 แต่สูงกว่า –2.5: ภาวะกระดูกบาง (Osteopenia)
  • T-score น้อยกว่าหรือเท่ากับ –2.5: ภาวะโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือที่เรียกว่า Fracture Risk Assessment Tool (FRAX) ใช้วินิจฉัยโรคกระดูกพรุนในผู้หญิง วัยหมดประจำเดือนหรือผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ร่วมกับการมีกระดูกสันหลังหัก หรือกระดูกสะโพกหัก จากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง ผลมวลกระดูกอยู่ในช่วงกระดูกบาง ร่วมกับมีกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงที่ตำแหน่ง ต้นแขน แขนส่วนปลาย กระดูกเชิงกราน

กลุ่มคนที่ควรตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก ได้แก่ ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี (รวมถึงผู้ที่ถูกตัดรังไข่ทั้งสองข้าง) ผู้หญิงที่มีภาวะเอสโตรเจนในเลือดต่ำอย่างน้อย 1 ปี ก่อนหมดประจำเดือน แต่ยกเว้นผู้หญิงช่วงที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร หรือผู้ชายอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป

“โรคกระดูกพรุน” เป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็น แต่ผลลัพธ์จากอุบัติเหตุเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทั้งของผู้ป่วยและครอบครัวไปอย่างสิ้นเชิง ในช่วงฤดูฝนการระมัดระวังพื้นลื่น และการปรับสภาพแวดล้อม ให้ปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีความห่วงใยสุขภาพกระดูกคนไทย อยากให้หมั่นตรวจเช็กความหนาแน่นของกระดูกเมื่อถึงวัยอันควร เพื่อวางแผนป้องกันและรับการรักษาอย่างทันท่วงที

You may have missed