พร้อมเร่งขยายตลาดสู่กลุ่ม CLMV หวังทั้งปี 66 เติบโตตามเป้า
‘บมจ. เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล หรือ SAF’ ผู้นำธุรกิจเหล็กกล้าเกรดพิเศษคุณภาพระดับโลกและการให้บริการชุบแข็งสุญญากาศ ประเมินครึ่งปีหลังภาคการผลิตของอุตสาหกรรมจะกลับสู่ระดับก่อนโควิด เดินหน้าแผนลงทุนพัฒนาคลังสินค้าแห่งใหม่ พร้อมเร่งขยายตลาดและฐานลูกค้าในกลุ่ม CLMV หวังดันผลงานทั้งปี 2566 เติบโตตามเป้า
ดร.พิศิษฐ์ อริยเดชวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ SAF ผู้นำธุรกิจเหล็กกล้าเกรดพิเศษคุณภาพระดับโลกและการให้บริการชุบแข็งสุญญากาศ เปิดเผยถึง แนวโน้มภาคการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ และชิ้นส่วนเครื่องจักรกลทางวิศวกรรม จะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ พร้อมนำข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันและศักยภาพการดำเนินธุรกิจในฐานะเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจเหล็กกล้าเกรดพิเศษคุณภาพระดับโลก โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียวจากผู้ผลิตชั้นนำจากประเทศเยอรมนี เพื่อเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพการแข่งขันและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตต่อไป
ทั้งนี้ บริษัทฯ เดินหน้าแผนการลงทุนโดยอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการคลังสินค้าแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มความจุคลังสินค้าเป็น 4,000 ตัน ถือเป็นการเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลังสินค้าให้ดียิ่งขึ้น สอดรับแผนเชิงกลยุทธ์ของ SAF ในการมุ่งขยายโอกาสทางธุรกิจไปสู่ตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV และแผนเพิ่มการให้บริการอบชุบระบบไนไตรดิ้ง ที่ทำให้บริษัทฯ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รองรับกับการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิตของภาคอุตสาหกรรมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ และชิ้นส่วนเครื่องจักรกลทางวิศวกรรมที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ
“เราประเมินว่าภาคอุตสาหกรรมจะฟื้นตัวอย่างเต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป ส่งผลดีต่อ SAF ที่จะขยายตัวอย่างเด่นชัดขึ้น รวมถึงแผนงานขยายตลาดในกลุ่ม CLMV ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีเติบโตได้ตามเป้า” ดร.พิศิษฐ์ กล่าว

More Stories
นายกฯ อนุทิน ร่วมเปิด Thailand–China Cooperation Expo 2026
อมตะซิตี้ ลาว จับมือ พีทีที ลาว ศึกษาพัฒนา EV Truck Park หนุนโลจิสติกส์สีเขียว เชื่อมการค้าไทย–ลาว–จีน
สมาคมค้าเหล็กฯร้องรมว.อุตฯคุ้มครองกมอ. เดินหน้าร่างมอก.24 ฉบับใหม่ใช้ดุลพินิจอิสระยึด“กฎหมาย-หลักวิชาการ”