ไทยประกันชีวิตเผยผลประกอบการ ปี 2566 กำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 9,707 ล้านบาท ผลจากกำไรจากการรับประกันภัยเติบโตสูงถึง 12.5% ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ของธุรกิจ มูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้น 5.4% และอัตรากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB Margin) เพิ่มขึ้น 6.1 จุด มีอัตราถึง 62.8% ส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานของกิจการเติบโตอีก 10.6% มีมูลค่าสูงถึง 160,580 ล้านบาท หรือ 14 บาทต่อหุ้น
นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยถึงผลประกอบการของบริษัทฯ ในปี 2566 ว่า บริษัทฯ มีมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (Value of New Business : VONB) อยู่ที่ 7,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 5.4% จากปี 2565 อัตรากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB Margin) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.1 จุด โดยมีอัตราถึง 62.8% ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ มีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์สูงถึง 9,707 ล้านบาท หรือเติบโต 4.8% เป็นผลจากความสามารถในการทำกำไรจากการรับประกันภัยที่เติบโตถึง 12.5% เมื่อเทียบกับปี 2565
ขณะเดียวกันแม้ว่าจะ ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงชะลอตัว แต่บริษัทฯ ยังคงมีกำไรจากการลงทุน เนื่องจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทฯ มีการกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น โดยพอร์ตการลงทุน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 มากกว่า 80% ของสินทรัพย์ลงทุนอยู่ในรูปแบบหนี้สินที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับกลุ่มน่าลงทุน
“บริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินกลยุทธ์การขายผ่านช่องทางที่หลากหลาย ซึ่งมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ในปี 2566 เติบโตทุกช่องทางการขาย โดยช่องทางตัวแทนประกันชีวิตมีประสิทธิภาพด้านการขายที่ดีขึ้นและมุ่งเน้นการขายผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลกำไรอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นได้จากอัตรากำไรของธุรกิจใหม่ที่สูงขึ้นถึงระดับ 65.1% ส่วนมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ของช่องทางพันธมิตรเติบโตสูงถึง 14.5% เนื่องมาจากความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่ร่วมมือกับพันธมิตรธนาคาร” นายไชยกล่าว
ด้านเบี้ยประกันภัยรับ บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (Annual Premium Equivalent : APE) จำนวน 12,295 ล้านบาท และมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 90,307 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 ตามข้อมูลส่วนแบ่งการตลาดคำนวณจากเบี้ยประกันภัยรับรวมของทั้งอุตสาหกรรมในปี 2566
จากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานของกิจการ หรือ Embedded Value ปรับตัวขึ้นอีก 10.6% จากปีก่อนหน้า เป็น 160,580 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 ขณะเดียวกันบริษัทฯ มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 อยู่ที่ 398% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดอยู่ที่ 140% เป็นไปตามนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญกับสถานะเงินทุนที่แข็งแกร่งอันเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผล ในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น จากผลกำไรในปี 2566 ซึ่งในเงินปันผลจำนวนนี้ได้รวมเงินปันผลพิเศษในอัตรา 0.16 บาทต่อหุ้นเนื่องในโอกาสที่บริษัทฯ ได้เข้าร่วมอยู่ใน SET50 เป็นครั้งแรกในปี 2566 ซึ่งเงินปันผลจะจ่าย หลังได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเรียบร้อยแล้ว

More Stories
ดร.สมพร สืบถวิลกุล รับรางวัล “THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026”
อินทรประกันภัย มอบความอุ่นใจนักวิ่งในงาน 12 สิงหา ฮาล์ฟ มาราธอน กรุงเทพฯ 2026 (RUN FOR MOM)
Tidlor Academy แชร์โมเดล Culture พร้อมเทคโนโลยี FinTech และ InsurTech