ล่าสุดขยายฟลีทขนส่ง ร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Euro5 มั่นใจประสิทธิภาพ ปลอดภัยสูง หนุนขนส่งแก๊สได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขาดตอน
การขยายการลงทุนและการเติบโตกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ดันความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ ด้าน บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส ผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย พร้อมรับยอดขายพุ่ง ล่าสุดเร่งเดินหน้าลงทุนขยายฟลีทรถขนส่งต่อเนื่อง สนองความต้องการของสายการผลิตลูกค้า 24 ชั่วโมง พร้อมร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Scania Super Euro5 เพื่อขนส่งแก๊สอุตสาหกรรมทั่วประเทศ มั่นใจช่วยหนุนหัวใจหลักการขนส่งแก๊ส ด้วยจุดแข็งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความคุ้มค่า
นายยอดชัย ไชยทัพ ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG : บีไอจี) เผยว่า บีไอจี เป็นผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแก๊สอุตสาหกรรม แก๊สทางการแพทย์ แก๊สพิเศษและโซลูชันด้านเทคโนโลยีแก๊สครบวงจร โดยมีบริษัท Air Products and Chemicals, Inc. ผู้ผลิตและจำหน่ายแก๊สอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดชั้นนำระดับโลกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนอกจากการผลิตแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแล้ว บริษัทฯ ยังมีการลงทุนพัฒนาธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ “มุ่งสร้างอนาคตที่สะอาดกว่า” (Generating a Cleaner Future) ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ อาทิ โครงการโรงแยกอากาศจากพลังงานความเย็นของ LNG ร่วมกับ ปตท. และเป็นผู้บุกเบิกผลิต กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) รายแรกของไทย เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี สู่การเป็นผู้นำด้าน Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solutions เต็มรูปแบบ
โครงสร้างกลุ่มลูกค้าของ บีไอจี นั้น มีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ปิโตรเคมี โรงกลั่น ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงโรงพยาบาลและภาคสาธารณสุข โดยกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับปัจจัยบวกจากการขยายการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ โดยมีความต้องการใช้แก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Industrial Gas) เพื่อตอบรับเทรนด์ความยั่งยืนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
ด้วยเหตุนี้ทำให้การผลิตและการขนส่งแก๊สของ บีไอจี ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญ เนื่องจากแก๊สอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบหลักที่มีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงห้ามเกิดความหยุดชะงักและจากการที่แก๊สอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทำให้ต้องดูแลการขนส่งให้ปลอดภัยเป็นพิเศษ ซึ่งปกติการขนส่งแก๊สมี 2 รูปแบบ คือ ผ่านท่อส่งแก๊สในนิคมอุตสาหกรรม (เช่น ปิโตรเคมีและโรงกลั่น) และขนส่งผ่านฟลีทรถบรรทุกขนส่งเฉพาะทาง ซึ่งต้องแยกตามลักษณะการผลิตภัณฑ์ เช่น แก๊สไฮโดรเจนและ LNG ที่มีความไวไฟสูง หรือแก๊สไนโตรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว ทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งตัวรถ อุปกรณ์ ถังบรรจุ พนักงานขับรถ การตรวจสอบสภาพรถและการควบคุมการปฏิบัติงานตลอดกระบวนการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นอกจากความปลอดภัยแล้ว รถที่ใช้ในการขนส่งต้องเชื่อถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงทั้งการใช้งาน การประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความพร้อมของการบริการและคุ้มค่าต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน
ล่าสุดทาง บีไอจี ได้มีการขยายและเพิ่มรถเข้ามาในฟลีทขนส่ง โดยจับมือกับสแกนเนีย ในฐานะพันธมิตรในการส่งมอบรถ Scania Super Euro5 เพิ่มอีก 7 คัน ทำให้ปัจจุบันมีรถขนส่งแก๊สในฟลีทประมาณ 82 คัน ซึ่งส่วนใหญ่ของฟลีทเป็นรถสแกนเนีย โดยรถที่ใช้จะมีการเปลี่ยนทุก 6-7 ปี เมื่ออายุรถถึงกำหนดหรือมีการซื้อเพิ่มเมื่อธุรกิจมีการขยายตัว ซึ่งการเลือกใช้รถสแกนเนีย เป็นอันดับแรก เพราะตอบโจทย์ในทุกประเด็นของการขนส่งแก๊ส ทั้งเรื่องสมรรถนะ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัย สามารถติดตั้งระบบและอุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยเพิ่มติมจากมาตรฐานของรถ อาทิ ระบบอินเตอร์คอมแจ้งเตือนคนขับเมื่อเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหรือมีอุบัติเหตุด้านหน้า ฯลฯ นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้วรถ Scania Super Euro5 ยังประหยัดน้ำมัน สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยรถล็อตใหม่จะช่วยประหยัดพลังงานได้ 5-10% ซึ่งจะสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต
ส่วนการทำงานร่วมกับ สแกนเนีย มากว่า 30 ปี เป็นความสัมพันธ์แบบพันธมิตรที่เข้าใจในลักษณะการดำเนินธุรกิจของ บีไอจี เป็นอย่างดี พร้อมให้การสนับสนุนการใช้งาน การให้คำปรึกษาและดูแลหลังการขาย รวมถึงจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานขับรถขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานขับรถขนส่งของมีความรู้ ความชำนาญและมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยควบคู่กัน ส่วนในเรื่องการบริการ สแกนเนีย มีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยในการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การวางแผนดูแลรถตามระยะ และการจัดหาอะไหล่ทำให้รถพร้อมปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมีมาตรฐานที่สูงทำให้บริหารจัดการรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจทั้งต่อพนักงานขับรถขนส่ง บริษัทฯ และลูกค้า
นายยอดชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความพร้อมของรถและมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีแล้ว พนักงานขับรถขนส่งก็ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยคน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางบริษัทฯ จึงกำหนดให้รถหนึ่งคันมีพนักงานขับรถ 2-3 คน แล้วแต่ระยะทาง โดยจำกัดชั่วโมงการทำงานมาตรฐานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (สูงสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง) เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงานด้วยสวัสดิการ คุณภาพชีวิต กองทุนและการจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านครอบครัวพนักงาน ในการร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยมุ่งสู่อุบัติเหตุเป็นศูนย์ พร้อมมีระบบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ สำหรับพนักงานที่ทำสถิติขับขี่ปลอดภัยต่อเนื่องสะสมครบ 1 ล้านกิโลเมตรโดยไม่มีอุบัติเหตุ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสู่ระบบจัดเที่ยวรถอัตโนมัติ (Auto Scheduling) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการในอนาคตอีกด้วย

More Stories
TSE เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด เร่ง Solar Big Lot 229 MW ล็อตแรก 30.20 MW COD ต้นปีหน้า
SSP ติดปีก! ปิดดีลขาย”โซลาร์ฟาร์มยามากะญี่ปุ่น” ขนาด 34.5 MW รับทรัพย์ Q3/69 จ่อ 1 พันลบ. หนุนฐานะการเงินแกร่ง
OMODA & JAECOO กวาดยอดจองกว่า 5,028 คัน ในงาน BIG MOTOR SALE 2026